Menu Close

การพิมพ์เงินอย่างไม่จำกัด ส่งผลต่อการเงินโลกยังไงบ้าง?

การพิมพ์เงินอย่างไม่จำกัดมีผลกระทบแน่ๆครับ และ กระทบต่อหลายประเทศทั่วโลกด้วย โดนเฉพาะในแง่ของความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และ ความเสถียรทางการเงินของประเทศนั้นๆ

ถ้าใครจำกันได้ ในปี 2008 หรือ 2540 ผลกระทบก็มาจากเงินในระบบที่มากเกินไป และ เงินเฟ้อที่สูงขึ้นมากๆ จนสุดท้ายกลายเป็นวิกฤตขึ้นมา

ซึ่งในปัจจุบันการพิมพ์เงินก็เยอะขึ้นแบบมากๆ ยังดีที่เงินเฟ้อไม่สูงมากนัก แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องกังวล เพราะการพิมพ์เงินไม่หยุดจะส่งผลกระทบใน 6 ด้านด้านล่างนี้แน่นอน

การพิมพ์เงิน

ผลกระทบของการพิมพ์เงินของพี่จีน และ พ่อสหรัฐฯ

1.การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ

การพิมพ์เงิน (หรือที่เรียกว่า “การขยายตัวของฐานเงิน” หรือ Monetary Easing) ที่เกิดขึ้นในทั้งจีนและสหรัฐฯ เป็นกลยุทธ์ที่มักใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหาหรือเมื่อประเทศต้องการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ แต่การพิมพ์เงินมากเกินไปสามารถทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นได้:

  • สหรัฐฯ: สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการการพิมพ์เงินอย่างมากในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น มาตรการ QE (Quantitative Easing) ซึ่งส่งผลให้หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ การพิมพ์เงินมากเกินไปทำให้รัฐบาลต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากต่างประเทศและนักลงทุนในประเทศ
  • จีน: จีนก็กำลังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องหนี้สินจากการพิมพ์เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในแง่ของการใช้เงินในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนภาคธุรกิจ

2.การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ

การพิมพ์เงินมากเกินไปโดยไม่จำกัดสามารถส่งผลให้ เงินเฟ้อ (Inflation) เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปริมาณเงินที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมีมากเกินไป แต่สินค้าและบริการไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย ทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น:

  • สหรัฐฯ: ในช่วงหลังจากการพิมพ์เงินในวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ ๆ เช่นในปี 2008 และช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2021-2022 ซึ่งสร้างความกังวลในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ว่าเงินเฟ้อจะยืดเยื้อ
  • จีน: แม้จีนจะมีการควบคุมการพิมพ์เงินในระดับที่เข้มงวดกว่า แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเงินของจีนยังคงส่งผลให้ราคาสินค้าในบางอุตสาหกรรม เช่น อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าอุปโภคบริโภค บางประเภทสูงขึ้น

3.การลดค่าของเงิน (Currency Depreciation)

การพิมพ์เงินมากเกินไปสามารถทำให้ค่าเงินของประเทศลดลง เนื่องจากมีการเพิ่มปริมาณเงินในตลาดโดยไม่สัมพันธ์กับปริมาณทองคำหรือสินทรัพย์ที่สามารถสนับสนุนได้:

  • สหรัฐฯ: การพิมพ์เงินมากเกินไปอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ลดลงในระยะยาว ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและราคาสินค้านำเข้า
  • จีน: การพิมพ์เงินของจีนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำให้ค่าเงินหยวน (CNY) อ่อนค่าได้ ซึ่งอาจส่งผลให้สินค้าจีนมีราคาถูกลงในตลาดโลก แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถกระทบต่อการซื้อขายและการลงทุนจากต่างประเทศได้
พิมพ์เงิน

4.การขาดดุลการค้าและการค้าโลก

เมื่อเงินที่ถูกพิมพ์มากขึ้นไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะเกิดการเพิ่มขึ้นของการบริโภคในประเทศและส่งผลให้เกิด การขาดดุลการค้า (Trade Deficit) ของบางประเทศ:

  • สหรัฐฯ: การพิมพ์เงินในสหรัฐฯ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งสามารถทำให้สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
  • จีน: จีนมีนโยบายการส่งออกที่เข้มงวด ซึ่งทำให้การพิมพ์เงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศส่งผลให้จีนสามารถเพิ่มการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ทำให้เกิดความตึงเครียดในเชิงการค้ากับประเทศอื่น ๆ

5.การเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินโลก

การพิมพ์เงินโดยสหรัฐฯ และจีนสามารถส่งผลกระทบต่อ ตลาดการเงินโลก และอัตราดอกเบี้ย:

  • ตลาดหุ้น: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและสหรัฐฯ ส่งผลให้มีเงินทุนหลั่งไหลเข้าไปในตลาดการเงิน ซึ่งสามารถกระตุ้นการเติบโตของตลาดหุ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน
  • อัตราดอกเบี้ย: การพิมพ์เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้บางประเทศต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ซึ่งอาจส่งผลให้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น และคริปโตเคอร์เรนซีมีความนิยมมากขึ้น

6.ผลกระทบต่อการลงทุนและความไม่แน่นอน

การพิมพ์เงินที่ไม่จำกัดทำให้เกิดความ ไม่แน่นอน ในการลงทุน เนื่องจากนักลงทุนอาจไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไรในอนาคต หรือจะมีการปรับนโยบายทางการเงินในทิศทางไหน:

  • นักลงทุนอาจมองหาการลงทุนใน สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ หรือ Bitcoin เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
  • นักลงทุนอาจจะใช้กลยุทธ์การลงทุนที่ปรับตัวตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สรุป

การพิมพ์เงินอย่างไม่จำกัดของทั้ง จีน และ สหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการเงินโลกในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหนี้สินภาครัฐ, การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ, การอ่อนค่าของเงินตรา, การขาดดุลการค้า, หรือผลกระทบต่อการลงทุนและความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการนี้สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่จำเป็น แต่ก็ต้องมีการควบคุมและจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียในระยะยาว

แต่ถ้าไม่มีการควบคุมที่ดีอาจจะกลายเป็นวิกฤตรอบใหม่แบบไม่ต้องลุ้นเหมือนหวยไวเลยล่ะครับ